แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

จุดเริ่มต้นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ 
    



ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
       เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และต้องประกอบไปด้วยสองเงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้วย 5 ส่วน ดังนี้
ข้อที่ 1.  กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา

ข้อที่ 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

ข้อที่ 3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ ดังนี้
      
        ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลติ และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
       ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
       การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล
ข้อที่ 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน 2 เงื่อนไข ดังนี้
       เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
        เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

ข้อที่ 5. แนวทางปฏิบัติ  จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี


การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้
แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง
๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

ทฤษฎีใหม่           
ความสำคัญของทฤษฎีใหม่

๑. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
๒. มีการคำนวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี
๓. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง ๓ ขั้นตอน

 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น


 ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง
                        พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ
                        พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้
                        พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย
                        พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ
         ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง                         เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน
                        (๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
                                  - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
                        (๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
                                  - เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว  

                                     ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
                        (๓) การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
                                  - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
                        (๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
                                  - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
                        (๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
                                  - ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง
                        (๖) สังคมและศาสนา
                                  - ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
                      
         โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
        ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม                  เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท    
         ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต
                        ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
                        - เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
                        - ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
                        - เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)
                        - ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น 

ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่

๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”
๒. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้โดยไม่เดือดร้อนในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ
๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัย เกษตรกรสามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย

วิดีโอเศรษฐกิจพอเพียง

https://www.youtube.com/watch?v=7BmLyQhbtjs



เรื่องเล่าขานตำนานลำไยต้นหมื่นตำบลหนองช้างคืน

เรื่องเล่าขานตำนานลำไยต้นหมื่นตำบลหนองช้างคืน

โดย นายกเกรียงไกร ก้อนแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลหนองช้างคืน
ด้วยตำบลหนองช้างคืน เมืองลำไย มีเรื่องเล่าขานตำนานลำไยต้นหมื่น มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ในโอกาสที่เทศบาลตำบลหนองช้างคืน จัดงานวันชาวสวนลำไยตำบลหนองช้างคืนครั้งที่หนึ่ง ระหว่างวันที่ 16-18 กรกฎาคม 2553 จึงถือโอกาสเล่าเรื่องหนองช้างคืนเมืองลำไยโดยสังเขปดังนี้


จากการบันทึกการให้ข้อมูล โดยคุณอัจฉรา ชัยประสิทธิ์ ลูกหลานบรรพบุรุษชาวตำบลหนองช้างคืน อดีตเป็นนักวิชาการฝ่ายต่างประเทศของสำนักงานเกษตรภาคเหนือ ได้เล่าว่า “เมื่อ พ.ศ. 2453 (ประมาณ 100 ปีมาแล้ว) เจ้าหลวงเมืองลำพูนพร้อมกำนันของทุกตำบลเมืองลำพูน โดยขุนเข้ม ขามขัณฑ์ ยศในขณะนั้น ซึ่งเป็นกำนันของตำบลป่าขาม (ต่อมาตำบลป่าขามได้เปลี่ยนเป็นตำบลหนองช้างคืน) ขุนเข้ม เป็นตาของ คุณแม่ชีทองเหรียญ ชัยประสิทธิ์ และคุณยายรำจวน กัณฑาสวัสดิ์ ได้นำคณะกำนันและเจ้าหลวงลำพูนพากันไปต้อนรับเจ้านายจากเมืองกรุงเทพ เพื่อมาดูงานภาคเหนือ การสัญจรทางรถยนต์คงไม่สะดวกในขณะนั้น ทางคณะจึงได้ล่องแพตามลำน้ำปิง และจากการต้อนรับนายในครั้งนี้ ทางเจ้าหลวงเมืองลำพูนก็ได้รับแจกลำไยหนึ่งพวงเป็นของกำนัลจากเมืองจีนซึ่งนำมาถวายให้เจ้านายที่มาจากเมืองกรุง ทุกคนก็ได้รับแบ่งกันชิมถ้วนหน้า ขุนเข้ม ได้รับแจก 2 ผล เมื่อทานเสร็จก็เอาเม็ดใส่กระเป๋าเสื้อไว้ พอมาถึงบ้านก็เอามาเพาะ จนได้ต้นกล้า 2 ต้น จึงเอาปลูกไว้บริเวณบ้าน เมื่อต้นโตขึ้นก็ออกดอกออกผล หลังจากนั้นคุณตาสุดใจ กัณฑาสวัสดิ์ ลูกเขยของขุนเข้ม ก็เด็ดพวงลำไยที่แก่แล้วใส่ตระกล้าหน้ารถจักรยาน พร้อมประดับตระกล้าด้วยพวงลำไย ปั่นจักรยานจากหนองช้างคืนไปเชียงใหม่ ไปเสนอขายที่กาดหลวง กาดต้นลำไย วนแล้ววนอีก ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเจ๊กหรือแขก เพราะไม่มีใครรู้จักลำไย ไม่รู้จักวิธีกินยังไง และไม่มีใครอยากลองกิน (ไม่เคยกิน) ซึ่งก็เป็นระยะเวลาประมาณ 70 ปี ย้อนหลังนับจากวันนี้ และตลอดเวลา 4 ปี ที่คุณตาสุดใจ ไม่ละความพยายามเมื่อลำไยออกผลก็แจกให้คนกิน กินไม่หมดก็เอาลำไยไปอบด้วยเตาถ่านและแสงแดดแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อเก็บไว้กินนาน ๆ นี่ก็คือต้นกำเนิดการทำลำไยอบแห้ง และเมื่อคนเริ่มรู้จักเริ่มกิน ตลาดทางกรุงเทพก็เริ่มสั่งซื้อ เพราะคนจีนมีเยอะที่กรุงเทพ และทำให้เกิดการตอนกิ่งลำไยเพื่อขยายผล โดยเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่มีชื่อว่าลำไยอีดอ หนองช้างคืน คงมาจากลำไยต้นนี้ออกลูกก่อนลำไยต้นอื่นที่ทุกคนได้เม็ดจากของกำนัลเมืองจีนตอนครั้งที่ไปต้อนรับเจ้านาย เนื่องจากปลูกในสถานที่ ๆ ต่างกัน อาจมาจากสภาพของดิน และการดูแลอนุบาลเมื่อต้นยังเล็กเป็นอย่างดีจึงทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีคุณค่า กลายพันธุ์เป็นลำไยพันธุ์ต่าง ๆ ที่เรียกขานกันทุกวันนี้ สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณและอนุโมทนาสาธุกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป ที่ทำให้ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจของตำบลหนองช้างคืนมาจนถึงบัดนี้ ความจริงแล้วผู้รวบรวมข้าพเจ้า นายเกรียงไกร ก้อนแก้ว ในฐานะได้เรียนรู้เรื่องลำไยมาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในสมัยนั้น พ.ศ.2498 เป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้เชียงใหม่ ได้เปิดหลักสูตร เรื่องลำไยเป็นสถาบันแรกใน ประเทศไทย ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 120 คนที่ได้เรียนวิชาลำไย เมื่อ พ.ศ.2500 จากการศึกษาค้นคว้าและคลุกคลีอยู่กับลำไยพบว่า หลังจากคุณตาสุดใจ กันฑาสวัสดิ์ ได้เผยแพร่พันธุ์ลำไยไปแล้ว พ.ศ.2490 ลำไยเริ่มปลูกในตำบลหนองช้างคืนกระจายกันทั่วไป บ้านละหนึ่งต้นสองต้น ปรากฏว่าผลลำไยมีลูกโตมาก รับประทานคนละผลสองผลอิ่มเลย และก็อร่อยมาก ชาวบ้านเลยเรียกว่าลำไยพันธุ์กะโหลก ซึ่งแปลว่าผลโตนั่นเอง สมัยนั้นยังไม่มีชื่อพันธุ์ต่าง ๆ ดังทุกวันนี้ หลังจาก พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ทางราชการโดยกระทรวงเกษตรและชาวบ้านร่วมกันเริ่มคัดเลือกพันธุ์ แล้วตั้งชื่อพันธุ์ตามลักษณะ ขนาดของผล ผิวสีของเปลือก ยอด ใบ ลำต้น ที่แตกต่างกัน จนมีชื่อพันธุ์ต่าง ๆ เช่น พันธุ์ดอ คือเป็นพันธุ์ที่ให้ผลก่อนเพื่อน พันธุ์นี้จะเก็บเกี่ยวผลในเดือนกรกฎาคม ส่วนพันธุ์อื่นจะเก็บผลในปลายเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี เช่นพันธุ์ชมพู อีแห้ว เบี้ยวเขียว ปู่มาตี๋นโก้ง แก้วยี่ พวงทอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น
ในปีพ.ศ.2510 สวนลำไยของคุณตาสุดใจ กันฑาสวัสดิ์ ผู้ริเริ่มปลูกลำไยตำบลหนองช้างคืนเป็นแปลงใหญ่มีลำไยต้นหนึ่ง อายุประมาณ 15 ปี ต้นใหญ่พุ่มใหญ่ สูงร่วม 15 เมตร มีผลโต พวงสวย ออกดอกออกผลดกมากเกือบทั้งต้น ทุกผลในพวงขนาดสม่ำเสมอมาก เก็บผลผลิตได้ 35 เข่ง (เข่งละ 25 ก.ก.) ขายได้ราคาแพงมากขายเป็นเข่ง เข่งละ 350 บาท ต้นนี้ขายได้เงิน 12,250 บาท จึงเล่าขานกันเป็นตำนานตั้งชื่อลำไยต้นหมื่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บัดนี้ได้ขยายพันธุ์เผยแพร่จากต้นนี้ไปทั่วประเทศ และต่างประเทศจนมีชื่อเสียงโด่งดังลำไยต้นหมื่น ลำไยพันธุ์ดีที่สุดต้องหนองช้างคืนเท่านั้น หนองช้างคืนเมืองลำไย ลำไยจึงเป็นหัวใจของชาวหนองช้างคืนด้วยประการฉะนี้แล

ประวัติของลำไยอีดอ ต้นหมื่น หนองช้างคืน

เมื่อ พ.ศ. 2453 (ประมาณ 100 ปีมาแล้ว) เจ้าหลวงเมืองลำพูนพร้อมกำนันของทุกตำบลเมืองลำพูน ขุนเข้ม ขามขัณฑ์ ยศในขณะนั้น เป็นกำนันของตำบลป่าขาม ต่อมาตำบลป่าขามได้เปลี่ยนเป็นตำบลหนองช้างคืน ขุนเข้ม ซึ่งเป็นตาของ คุณแม่ชีทองเหรียญ ชัยประสิทธิ์ และคุณยายรำจวน กัณฑาสวัสดิ์ ทางคณะกำนันและเจ้าหลวงลำพูนก็ได้พากันไปต้อนรับเจ้านายจากเมืองกรุงเทพ เพื่อมาดูงานภาคเหนือ การสัญจรทางรถยนต์คงไม่สะดวกในขณะนั้น ทางคณะจึงได้ล่องแพตามลำน้ำปิง เจ้าหลวงเมืองลำพูนก็ได้รับแจกลำไยหนึ่งพวงซึ่งเป็นของกำนัลจากเมืองจีนนำมาถวายให้เจ้านายที่มาจากเมืองกรุง ทุกคนก็ได้รับแบ่งกันชิมถ้วนหน้า ขุนเข้ม ได้รับแจก 2 เม็ด เมื่อทานเสร็จก็เอาเม็ดใส่กระเป๋าเสื้อไว้ พอมาถึงบ้านก็เอามาเพาะ ได้ต้นกล้า 2 ต้น จึงเอาปลูกไว้บริเวณบ้าน เมื่อต้นโตขึ้นก็ออกดอกออกผล คุณตาสุดใจ กัณฑาสวัสดิ์ ลูกเขยขุนเข้ม ก็เด็ดพวงลำไยที่แก่แล้วใส่ตระกล้าหน้ารถถีบ พร้อมประดับตระกล้าด้วยพวงลำไย ถีบรถถีบจากหนองช้างคืนไปเชียงใหม่ ไปเสนอขายที่กาดหลวง กาดต้นลำไย วนแล้ววนอีก ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเจ๊กหรือแขก ไม่มีใครรู้จักลำไย ไม่รู้จักวิธีกินยังไง ไม่มีใครอยากลอง (ก็เป็นระยะเวลาประมาณ 70 ปี ย้อนหลังนับจากวันนี้) ตลอดเวลา 4 ปี ที่คุณตาสุดใจ ไม่ละความพยายามเมื่อลำไยออกผลก็แจกให้คนกิน กินไม่หมดก็เอาลำไยไปอบย่างแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อเก็บไว้กินนาน ๆ นี่ก็คือต้นกำเนิดการทำลำไยอบแห้ง เมื่อคนเริ่มรู้จักกิน ตลาดกรุงเทพก็เริ่มสั่งซื้อ เพราะคนจีนมีเยอะที่กรุงเทพ การตอนกิ่งลำไยเพื่อขยายผลก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่มีชื่อว่าลำไยอีดอ หนองช้างคืน คงมาจากลำไยต้นนี้ออกลูกก่อนลำไยต้นอื่นที่ทุกคนได้เม็ดจากของกำนัลเมืองจีนตอนไปต้อนรับเจ้านาย เนื่องจากปลูกในสถานที่ต่างกัน อาจมาจากสภาพของดิน และการดูแลอนุบาลเมื่อต้นยังเล็กอย่างดีจึงทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีคุณค่าสุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณและอนุโมทนาสาธุกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป ที่ทำให้ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจของตำบลหนองช้างคืนมาจนถึงบัดนี้

อัจฉรา ชัยประสิทธิ์ (ผู้ให้ข้อมูล)
9 กรกฎาคม 2553
101/1 หมู่ 4 ตำบลหนองช้างคืน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

เทศบาลตำบลหนองช้างคืน
198 หมู่ที่ 2 ถ.ป่าเห็ว-ริมปิง ต.หนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน 51150
โทรศัพท์ 0 5398 3095 โทรสาร 0 5398 3095
Email: info@nongchangkuen.go.th

ปัญหาภัยแล้ง